หมดเวลาบนต้นไม้ใหญ่ ถึงเวลาเดินทางเข้าสู่โรงงานแห่งความฝัน

เมื่อชีวิตของคนเราก้าวเดินมาถึงปลายสุดของระดับการศึกษาที่คนส่วนใหญ่มองว่าคนในยุคนี้ควรจะก้าวผ่านพ้นไปให้ได้ คำถามแรกที่แต่ละคนพยายามที่จะให้คำตอบกับตัวเองคือ “เอายังไงต่อดี?” หากคนๆ นั้นเป็นคนที่มีความสามารถ เก่งกาจ เกินกว่าระดับมันสมองของคนทั่วไปแล้ว ทางเดินหลังจากนี้ต่อไป คงจะถูกโปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ที่พร้อมให้เดินหรือกลิ้งนอนไปได้สุดปลายทาง ถ้าหากไม่เรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงกว่า ก็อาจกลายไปเป็นพนักงานใหม่ไฟแรง หัวกระทิคั้นสดในบริษัทหรือองค์ไหนสักแห่ง แต่หากคนๆ นั้นเป็นเพียงผลผลิตที่อาจไม่สวยงาม และไม่สุกงอมพร้อมกินมากนัก ทางเดินหลังจากนี้ต่อไปแม้จะเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ทุกครั้งที่ก้าวเดิน อาจเต็มไปด้วยเศษหนาม เศษกิ่งไม้ ที่พร้อมจะบาดกินฝ่าเท้าตลอดเวลา ผมเองก็จัดเป็นบุคคลประเภทที่สองนี่แหละ ก้าวเดินมาถึงจุดนี้ได้แบบล้มลุกบ้าง คลุกคลานบ้าง และไม่อาจตั้งตัวได้บ้าง แม้เรตติ้งของระดับความสุกงอม อาจจะเป็นที่พอใจของคนที่มองเห็น แต่หากมองเข้ามาลึกๆ ข้างในแล้ว มันยังมีจุดโบ๋ จุดเว้าแหว่ง ที่ถูกกัดกินอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างที่ห้อมล้อมอยู่ภายนอก

ต่อเนื่องจากคำถามแรกที่ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าหลังจากนี้ “เอายังไงต่อดี?” ถามเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่กับตัวเองตลอดเวลา นานวันเข้าเริ่มเห็นว่าการถามซ้ำอยู่กับตัวเองเริ่มไม่เข้าที ก็เลยเปลี่ยนจากการนอนนิ่งๆ มาทำใบปิดประกาศผลงานตัวเอง แล้วลองส่งไปที่โรงงานแห่งความฝันแต่ละที่ รอจนวันแล้ววันเล่าก็ยังไม่มีโรงงานแห่งความฝันที่ไหนติดต่อกลับมา จนวันหนึ่งเผลอไปเห็น Missed Call เบอร์แปลกพยายามติดต่อมา 2-3 ครั้ง จึงรีบติดต่อกลับไป โดยไม่กลัวว่าปลายสายจะเป็นเสียงผู้หญิงอัตโนมัติ ที่เตรียมบอกโปรโมชันสินค้าของตนเองแบบน้ำไหลไฟดับ เมื่อเสียงเรียกสัญญาณจบสิ้นลง ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดจาอย่างเรียบนิ่ม และเป็นจังหวะ คำถามที่ได้จากเสียงปลายสายนั้น คือการนัดวันสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิต คำตอบที่ออกจากปากไปในตอนนั้น จึงเป็นคำยืนยันตอบรับ โดยลืมไปว่าตัวเองยังไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรสักอย่าง แต่ก็อยากจะลองดูและลองเดินออกไปสัมผัสโรงงานแห่งความฝันนั้นสักครั้งRead More »